ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวัน การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงกลายเป็นประเด็นที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ ปัจจุบัน หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยจึงได้ดำเนินการก่อตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านอย่าง “ตำรวจไซเบอร์” (Cyber Police) ที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ดังนั้น บทความนี้จะมาแนะนำบทบาทหน้าที่ของตำรวจไซเบอร์ และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรทุกขนาดต้องตระหนักและนำไปปฏิบัติ

ตำรวจไซเบอร์คือหน่วยงานรูปแบบใด
ตำรวจไซเบอร์ในประเทศไทย หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า "กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)" เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563 เพื่อรับมือกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง
หน้าที่ของตำรวจไซเบอร์
หน้าที่หลักของตำรวจไซเบอร์ประกอบด้วยการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น การแฮกข้อมูลส่วนบุคคลหรือเครือข่ายองค์กร การฉ้อโกงออนไลน์ การละเมิดลิขสิทธิ์ดิจิทัล การล่อลวงผ่านช่องทางออนไลน์หรือการ ฟิชชิง (Phishing) ไปจนถึงการโจมตีด้วย มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ซึ่งสร้างความเสียหายต่อองค์กรต่างๆ ในวงกว้างและก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก โดยหน่วยงานตำรวจไซเบอร์มีหน้าที่การทำงานที่ครอบคลุมคดีทางไซเบอร์ที่หลากหลาย ดังนี้
-
สืบสวนและสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
เช่น การแฮกหรือละเมิดข้อมูล การฉ้อโกงออนไลน์ การละเมิดลิขสิทธิ์ดิจิทัล การหลอกลวงทางการเงิน และการล่อลวงผู้เยาว์ผ่านออนไลน์
-
ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์
ตำรวจไซเบอร์มีหน้าที่เฝ้าระวังภัยคุกคามทางดิจิทัล เช่น ไวรัสหรือมัลแวร์ประเภทต่างๆ การเจาะเข้าสู่ระบบของหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน การสแกมออนไลน์อย่างการฟิชชิง นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ในประเทศไทยยังทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น INTERPOL, FBI และ Europol
-
วิเคราะห์และตรวจสอบหลักฐานดิจิทัล
กู้คืนไฟล์หรือข้อมูลที่ถูกลบ ตรวจสอบพฤติกรรมผู้กระทำผิดผ่านระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)
-
ป้องกันการละเมิดสิทธิและข้อมูลส่วนบุคคล
ตรวจสอบและสอบสวนคดีละเมิดสิทธิทางดิจิทัล การแบล็กเมล์ออนไลน์ และการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต
-
ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชน
อบรมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และการป้องกันข้อมูลของตนเองและองค์กร
ขอบเขตอำนาจบังคับคดีของตำรวจไซเบอร์
ตำรวจไซเบอร์มีขอบเขตอำนาจในการรับผิดชอบคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก โดยเฉพาะคดีที่มีความซับซ้อนหรือมีผลกระทบในวงกว้าง เช่น
-
คดีเกี่ยวกับทรัพย์ที่มีมูลค่าความเสียหายสูง
คดีที่มีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีผู้เสียหายตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
-
คดีที่มีลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
เช่น มิจฉาชีพหลอกลวงผ่านออนไลน์ เครือข่ายฟอกเงินออนไลน์ หรือการหลอกลวงข้ามประเทศ
-
คดีที่ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อระบบคอมพิวเตอร์สาธารณะ
เช่น การโจมตีระบบของหน่วยงานรัฐหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
-
คดีที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการสืบสวน
เช่น การใช้เทคนิค Digital Forensics การติดตามผ่าน VPN หรือ Dark Web
-
คดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้เป็นนโยบายสำคัญ
เช่น คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับชาติ
-
คดีที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง
เช่น การโจมตีด้วยมัลแวร์ขั้นสูง ไปจนถึงการแฮกเพื่อเจาะระบบธนาคารออนไลน์
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังมีอำนาจในการประสานงานกับหน่วยงานอื่นทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการเก็บรวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐานดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินคดี
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่องค์กรและตำรวจไซเบอร์ต้องเผชิญ
การทำงานของตำรวจไซเบอร์สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่องค์กรต้องเผชิญในปัจจุบัน โดยภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Threats) ที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีดังนี้

Ransomware - ภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อองค์กร
Ransomware หรือมัลแวร์เรียนค่าไถ่ เป็นมัลแวร์ประเภทหนึ่งที่จะเข้ารหัสไฟล์ (Encrypt) ในระบบคอมพิวเตอร์ และแฮกเกอร์หรือผู้โจมตีจะติดต่อองค์กร เพื่อเรียกค่าไถ่แลกกับการปลดล็อกไฟล์ข้อมูลนั้นๆ จากข้อมูลของตำรวจไซเบอร์ พบว่า การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียนค่าไถ่ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมโรงพยาบาลและสถาบันการศึกษา ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งในด้านการเงินจำนวนมหาศาลและทำการดำเนินงานหยุดชะงัก
Phishing - การหลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล
Phishing เป็นเทคนิคการหลอกลวงผู้ใช้งานผ่านอีเมล เว็บไซต์ปลอม หรือข้อความ เพื่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน รหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต หรือข้อมูลทางการเงิน โดยการหลอกลวงที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมักอยู่ในรูปแบบของการหลอกโอนเงิน โดยอาจเป็นการติดต่อผ่านโทรศัพท์หรือข้อความมือถือ ซึ่งมิจฉาชีพอาจอ้างตัวเป็นหน่วยงานรัฐบาล หรือบริษัทเอกชนที่น่าเชื่อถือแล้วล่อลวงให้เหยื่อโอนเงิน เพื่อแลกกับบริการที่ไม่มีอยู่จริง หรือในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การสร้างเว็บไซต์ปลอมที่ดูเหมือนเว็บไซต์จริง แล้วเก็บรวบรวมข้อมูล Log In หรือข้อมูลส่วนตัวที่เหยื่อกรอกในเว็บไซต์
การโจมตีระบบเครือข่ายองค์กร
สำหรับองค์กรหรือบริษัท แฮกเกอร์มักใช้ช่องโหว่ในระบบเครือข่ายเพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรืออาศัยการหลอกลวงพนักงานในองค์กร เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ตามระดับสิทธิ์การเข้าถึงของพนักงาน (Access Level) โดยอาจเป็นการเจาะผ่านระบบป้องกันที่ไม่ครอบคลุมหรือไม่ได้อัปเดต เช่น ไฟร์วอลล์ (Firewall) หรือ Secure Web Gateway ที่ล้าสมัยทำให้องค์กรเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากอินเทอร์เน็ต
แนะนำเทคโนโลยีป้องกันภัยไซเบอร์ ที่องค์กรควรนำมาใช้
เพื่อป้องกันภัยคุกคามข้างต้น ตำรวจไซเบอร์ล้วนปฏิบัติงานอย่างแข็งขันเพื่อคอยเฝ้าสังเกตเหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ต่างๆ และคอยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียลสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม องค์กรควรลงทุนในเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครอบคลุมและทันสมัยร่วมด้วย เพื่อเป็นการป้องกันก่อนเกิดเหตุ และลดโอกาสเกิดความเสียหาย
Firewall และ Next-Generation Firewall (NGFW)
ไฟร์วอลล์ เป็นเสมือนกำแพงป้องกันแรกของระบบเครือข่าย โดยปัจจุบันมีการพัฒนา Next-Generation Firewall (NGFW) ซึ่งมีความสามารถขั้นสูงในการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อน รวมถึงการควบคุมแอปพลิเคชันและการตรวจสอบการจราจรข้อมูลแบบละเอียด ซึ่งมอบการป้องกันที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
EDR และ MDR - การตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคาม
EDR (Endpoint Detection & Response) เป็นเทคโนโลยีที่ตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามที่จุดปลายทาง เช่น คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์มือถือ ในขณะที่ MDR (Managed Detection & Response) เป็นบริการที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบและตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบ 24/7
Secure Web Gateway - ป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์อันตราย
Secure Web Gateway (SWG) ทำหน้าที่คัดกรองและป้องกันผู้ใช้งานไม่ให้เข้าถึงเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยง เช่น มีมัลแวร์แฝงเมื่อกดดาวน์โหลดไฟล์ และควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตขององค์กร
Data Loss Prevention - ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล
Data Loss Prevention เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ ทั้งที่เป็นการรั่วไหลโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ โดยการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้งานหรือพนักงาน และควบคุมการรับ-ส่งข้อมูลในองค์กร
นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัลที่องค์ต่างหันมาทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote Work กันมากขึ้น เชื่อว่าหลายบริษัทหันมาดำเนินงานผ่านคลาวด์ในลักษณะ Cloud Computing Hybrid กันมากขึ้น จึงต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น เช่น การใช้ ZTNA (Zero Trust Network Access) ซึ่งรักษาความปลอดภัยผ่านแนวคิดที่ไม่ไว้วางใจใครโดยอัตโนมัติ และต้องมีการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานทุกครั้งก่อนเข้าถึงทรัพยากรขององค์กร อีกทั้งยังมี SD-WAN ที่เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเครือข่าย โดยรวมระบบรักษาความปลอดภัยกับการจัดการเครือข่ายเข้าด้วยกัน
การทำงานของตำรวจไซเบอร์ในประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ในยุคปัจจุบัน องค์กรจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น Firewall, EDR, ZTNA หรือโซลูชันความปลอดภัยอื่นๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับใช้เข้ากับการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างราบรื่น จะสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายต่อธุรกิจและชื่อเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ
การลงทุนในความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เพียงแค่การป้องกันความเสียหาย แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ในขณะที่การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น Sangfor Technologies จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เริ่มต้นรักษาความปลอดภัยขององค์กรคุณด้วย Sangfor
Sangfor เป็นผู้ให้บริการความปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นนำที่เสนอชุดโซลูชันที่ครอบคลุม สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ Sangfor นำเสนอ เพื่อการโจมตีทางไซเบอร์ ป้องกันมัลแวร์ รวมถึงวิธีปกป้องธุรกิจของคุณจากอันตรายของมัลแวร์ สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อขอรับคำปรึกษา