ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิตและการดำเนินธุรกิจ การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย กลายเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป องค์กรในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การสร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและภาคธุรกิจที่ต้องการปกป้องทรัพย์สินดิจิทัลและข้อมูลสำคัญขององค์กร

การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยเริ่มต้นอย่างไร ป้องกันก่อนเกิดภัยคุกคาม


ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันที่หลายคนต้องเผชิญ

การทำความเข้าใจภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการวางแผนป้องกัน จากข้อมูลสถิติของศูนย์ปฏิบัติการ Cybersecurity Operations Center (CSOC) ของ NT cyfence ในปี 2022 พบว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภัยคุกคามที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่

1. มัลแวร์และโปรแกรมอันตราย (Malicious Code)

มัลแวร์ (Malware) คือ โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายอย่างไวรัส (Virus), เวิร์ม (Worm), โทรจัน (Trojan) และสปายแวร์ (Spyware) ต่างๆ ยังคงเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่องค์กรไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องพบกับมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่แฮกเกอร์จะเข้ารหัสไฟล์สำคัญและเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการปลดล็อกข้อมูลดังกล่าว ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับธุรกิจทั้งในด้านทรัพย์และชื่อเสียง

องค์กรจำเป็นต้องมีระบบป้องกันที่แข็งแกร่ง เช่น Next-Generation Firewall (NGFW) ที่สามารถตรวจจับและป้องกันมัลแวร์รูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งใช้ EDR (Endpoint Detection and Response) เพื่อตรวจจับภัยคุกคามที่อุปกรณ์ปลายทาง

2. การโจมตีความพร้อมใช้งานของระบบ (Availability Attacks)

คือ การโจมตีที่มุ่งเน้นไปยังระบบต่างๆ ที่องค์กรหรือธุรกิจเปิดให้บริการกับลูกค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้บริการต่างๆ หยุดชะงัก หรือไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ เช่น ภัยคุกคามแบบ DDoS Attack (Distributed Denial of Service) ที่แฮกเกอร์จะส่งข้อมูลทราฟิก (Traffic) จำนวนมากเพื่อสร้างคำขอ (Request) เกินกว่าที่ระบบสามารถรองรับได้ ทำให้การบริการต่างๆ ล่าช้า ส่งผลให้ธุรกิจสูญเสียโอกาส ขาดทุน อีกทั้งยังเป็นการสร้างสถานการณ์ดึงความสนใจขององค์กรจากการโจมตีรูปแบบอื่นๆ

3. การโจมตีเพื่อรวบรวมข้อมูล (Information Gathering)

เป็นการบุกรุกหรือเจาะระบบเพื่อรวบรวมข้อมูลช่องโหว่หรือจุดอ่อนในระบบขององค์กร โดยอาจใช้เทคนิคต่างๆ เช่น Scanning หรือ Sniffing ไปจนถึงการหลอกลวงให้พนักงานเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลสิทธิ์การเข้าถึงระบบ (Social Engineering) โดยไม่รู้ตัว เพื่อนำไปต่อยอดในการโจมตีในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันอย่างเช่นการฟิชชิง (Phishing) ซึ่งเป็นการหลอกลวงที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยแฮกเกอร์มักปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หน่วยงานราชการ หรือบริษัทที่น่าเชื่อถือ เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ

4. การพยายามบุกรุกระบบ (Intrusion Attempt)

การพยายามบุกรุกเข้าระบบขององค์กรผ่านช่องโหว่ต่างๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือการโจมตีแบบเดารหัสผ่าน (Brute Force) บัญชีของพนักงานผู้มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลภายในองค์กร อีกทั้งยังมีภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ เช่น Web Exploit, SQL-Injection, Crossite Script Scripting (XSS) เป็นต้น

นอกจากรูปแบบภัยคุกคามข้างต้นแล้ว บุคคลทั่วไปที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตยังมีความเสี่ยงในการเผชิญกับการโจมตีผ่านเครือข่าย Wi-Fi สาธารณะ เนื้อหาหลอกลวงอย่างเว็บไซต์ปลอมหรืออีเมลจากมิจฉาชีพที่ฝังมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) หรือไฟล์ที่เป็นอันตรายเอาไว้ ไปจนถึงการโจมตีที่ไม่มีมัลแวร์ (Malware-Free Attacks) เช่น การขโมยข้อมูลบัญชีผู้ใช้ หรือการใช้เครื่องมือที่ดูเหมือนถูกกฎหมายเพื่อเจาะเข้าระบบ ซึ่งทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้น

3. การโจมตีผ่านเครือข่าย Wi-Fi สาธารณะ

การใช้ Wi-Fi สาธารณะโดยไม่ระมัดระวังเป็นช่องทางให้แฮกเกอร์ดักจับข้อมูลได้ง่าย องค์กรควรใช้ SD-WAN (Software-Defined Wide Area Network) เพื่อสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยสำหรับพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่


แนวทางการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยสำหรับองค์กร

การสร้างสภาพแวดล้อมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยในองค์กรต้องอาศัยแนวทางที่เป็นระบบและครอบคลุม ไม่ใช่เพียงการติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสเท่านั้น แต่ควรวางโครงสร้างความปลอดภัยที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับเครือข่ายไปจนถึงระดับผู้ใช้งาน โดยคำนึงถึงทั้งเทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากรไปพร้อมๆ กัน

การสร้างระบบป้องกันแบบหลายชั้น (Multi-Layer Security)

องค์กรควรใช้แนวคิด Defense in Depth โดยติดตั้งระบบป้องกันหลายชั้น เริ่มต้นตั้งแต่ไฟร์วอลล์ (Firewall) ตามด้วยระบบ Secure Web Gateway สำหรับคัดกรองเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย ไปจนถึงการวางระบบ MDR (Managed Detection and Response) เพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามตลอด 24/7

การนำ Zero Trust Architecture มาใช้

แนวคิด Zero Trust และระบบ ZTNA (Zero Trust Network Access) คือ แนวทางการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยการไม่เชื่อถือผู้ใช้งานหรือระบบใดๆ โดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นบุคลากรภายในองค์กรก็ตาม โดยทุกการเข้าถึงต้องผ่านการยืนยันตัวตนเสมอ และมีการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มงวด

การจัดการข้อมูลและป้องกันการรั่วไหล

Data Loss Prevention (DLP) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญขององค์กรรั่วไหลออกไปสู่ภายนอก ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม โดยระบบ DLP จะตรวจสอบและควบคุมการส่งข้อมูลผ่านอีเมล การอัปโหลดไฟล์ หรือการคัดลอกข้อมูลไปยังอุปกรณ์ภายนอก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่องค์กรควรพิจารณาใช้งานเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าและพนักงานในบริษัท

การใช้งาน Cloud อย่างปลอดภัย

ในยุคของ Cloud Computing Hybrid ที่องค์กรใช้ทั้งระบบ On-Premise และ Cloud รูปแบบต่างๆ ควบคู่กันไป การรักษาความปลอดภัยออนไลน์ (Online Security) จึงต้องครอบคลุมทุกๆ สภาพแวดล้อม องค์กรควรเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและรัดกุม และนโยบายการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมกับธุรกิจ


Best Practices สำหรับพนักงานในการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย

พนักงานเปรียบเป็นแนวป้องกันที่สำคัญที่สุดขององค์กร แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดหากขาดความตระหนักรู้และความระมัดระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ อบรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยให้กับพนักงานทุกคนจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาข้อมูลขององค์กร มาดูกันว่ามีแนวปฏิบัติพื้นฐานอะไรบ้าง

1. ตั้งรหัสผ่านที่แข็งแกร่ง

บัญชีพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญ ข้อปฏิบัติอันดับแรกที่ควรทำคือตั้งรหัสผ่านที่มีความแข็งแกร่ง หรือคาดเดาได้ยาก เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ Brute Force เช่น การตั้งรหัสผ่านที่มีความยาวอย่างน้อย 14 ตัวอักษรขึ้นไป ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่-เล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษผสมกัน นอกจากนี้ ไม่ควรใช้รหัสผ่านซ้ำกันในหลายบัญชี พร้อมเปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (2FA) หรือ Multi-Factor Authentication (MFA) ทุกครั้ง

2. อัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ

ซอฟต์แวร์และโปรแกรมต่างๆ ล้วนมีการพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งรวมถึงมัลแวร์และเทคนิคต่างๆ ที่แฮกเกอร์ใช้งานด้วยเช่นกัน ทำให้ในบางกรณีผู้โจมตีอาจค้นพบช่องโหว่ในระบบที่ไม่เคยพบมาก่อน และใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนนี้เพื่อแฝงตัวเข้าสู่เครือข่ายองค์กร หรือฝังมัลแวร์ที่เป็นอันตราย ดังนั้นพนักงานจึงควรหมั่นตรวจสอบและอัปเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ต่างๆ ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ เพื่ออุดช่องโหว่ที่แฮกเกอร์อาจใช้ในการโจมตี ซึ่งองค์กรควรมีนโยบายบังคับให้ทีการอัปเดตระบบโดยอัตโนมัติ รวมถึงใช้ระบบจัดการ Patch Management ที่มีประสิทธิภาพ

3. ระมัดระวังในการคลิกลิงก์และดาวน์โหลดไฟล์ที่น่าสงสัย

บ่อยครั้งที่แฮกเกอร์และมิจฉาชีพมักหลอกลวงพนักงานองค์กรด้วยเทคนิคการฟิชชิง (Phishing) ผ่านเว็บไซต์ปลอมที่ดูเหมือนเว็บจริง หรือส่งอีเมลโดยปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ หรือเมื่อมีอีเมลจากผู้ส่งที่ไม่คุ้นเคย ควรตรวจสอบ URL อย่างละเอียดก่อนกรอกข้อมูลสำคัญ และหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

สำหรับองค์กร สามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยการติดตั้งระบบ EDR (Endpoint Detection and Response) เพื่อตรวจสอบกิจกรรมที่น่าสงสัยบนอุปกรณ์ปลายทาง

4. การปกป้องข้อมูลส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย

พนักงานควรมีความระมัดระวังในการแชร์ข้อมูลของตนเองหรือข้อมูลองค์กรบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งในรูปแบบภาพถ่าย วิดีโอ หรือข้อความ เพราะแฮกเกอร์สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวางแผนโจมตีด้วยเทคนิคการหลอกล่อแบบต่างๆ (Social Engineering) ดังนั้นจึงควรตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียให้ครอบคลุม และไม่เปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนขององค์กร


การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร

ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมองค์กรอีกด้วย ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยและมีส่วนร่วมในการปกป้ององค์กรจะสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เช่น

1. การฝึกอบรมและสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยคุกคาม

องค์กรควรจัดการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทดสอบความรู้และจำลองสถานการณ์การโจมตี เช่น การทดสอบ Phishing Simulation หรือจำลองการโจมตีรูปแบบต่างๆ เพื่อทดสอบความรู้ความสามารถของบุคลากร และประสิทธิภาพของโซลูชันความปลอดภัย

2. การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน

องค์กรควรกำหนดนโยบายการใช้งานเทคโนโลยีที่ชัดเจนและครอบคลุมทั้งการใช้อุปกรณ์ส่วนตัวในการทำงาน (BYOD) การเข้าถึงข้อมูลจากภายนอกองค์กร และการจัดการข้อมูลที่มีความอ่อนไหว เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลจากข้อผิดพลาดของบุคลากร (Human Error)

3. การเตรียมแผนรับมือเหตุการณ์

องค์กรต้องมี Incident Response Plan ที่พร้อมใช้งาน มีการซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ และมีทีม Security Operations Center (SOC) ที่พร้อมตอบสนองต่อเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง


การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบของฝ่าย IT เท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงไปจนถึงพนักงานทุกระดับ การสร้างการป้องกันที่แข็งแกร่งต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย นโยบายที่เหมาะสม และวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล

องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ คือ องค์กรที่มีวิสัยทัศน์ในการลงทุนด้านความปลอดภัย มีการปรับตัวต่อภัยคุกคามใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และสร้างความตระหนักให้กับพนักงานทุกคน การปกป้องข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลขององค์กรเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

ในโลกดิจิทัลที่ภัยคุกคามมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง องค์กรต้องมีความพร้อมและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การสร้างระบบป้องกันที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษา ความปลอดภัยออนไลน์ และความต่อเนื่องทางธุรกิจในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การสร้างระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่งด้วยตนเองอาจเป็นความท้าทายสำหรับหลายองค์กร ทั้งในแง่ของความซับซ้อนทางเทคนิค ต้นทุนการลงทุน และการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ดังนั้น การเลือกพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัยที่มีประสบการณ์และโซลูชันครบวงจรอย่าง Sangfor จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในการปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามที่นับวันจะซับซ้อนมากขึ้น


Sangfor Technologies พาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัยที่คุณวางใจได้

Sangfor Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานไอที ด้วยประสบการณ์กว่า 24 ปีและการให้บริการลูกค้ามากกว่า 100,000 รายทั่วโลก เรามุ่งมั่นที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของคุณง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ครบวงจรตั้งแต่ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการตลอด 24/7 และศูนย์วิจัยและพัฒนา 5 แห่งทั่วโลก Sangfor พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่จะช่วยให้องค์กรของคุณก้าวสู่อนาคตดิจิทัลอย่างมั่นใจและปลอดภัย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ www.sangfor.com

Search

Related Glossaries

Cyber Security

Mobile Device Security คืออะไร รู้จักศัพท์สำคัญและแนวทางปฏิบัติ

Date : 22 Jan 2026
Read Now
Cyber Security

Advanced Persistent Threat คืออะไร? รู้จักภัยคุกคามไซเบอร์ขั้นสูง

Date : 14 Jan 2026
Read Now
Cyber Security

Lateral Movement ใน Cybersecurity คืออะไร?

Date : 31 Dec 2025
Read Now

See Other Product

Sangfor Omni-Command
Sangfor Endpoint Secure แอนตี้ไวรัสยุคใหม่ (NGAV) สำหรับองค์กรของคุณ
SASE ROI Calculator - Assess Sangfor SASE’s Total Economic Impact
Sangfor Athena XDR - Extended Detection and Response
Athena SASE - Secure Access Service Edge
Sangfor Athena NGFW - Next Generation Firewall