เทคโนโลยีพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน ระบบต่างๆ จึงซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเติบโตและการขยายตัวนี้ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์หลายประการอาจเกิดขึ้นได้ ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วและยิ่งยากขึ้นสำหรับธุรกิจในการตรวจสอบ ยับยั้ง และกู้คืนระบบหลังถูกโจมตี นี่คือเหตุผลที่บริษัทต่างๆ พึ่งพา กรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นแนวทางแนะนำเพื่อปฏิบัติตาม เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงไซเบอร์เป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุด

ในบทความนี้ เราจะพูดถึง NIST Cybersecurity Framework คุณสมบัติและฟังก์ชันหลัก และการนำมาปฏิบัติเพื่อจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ พร้อมเจาะรายละเอียดความเปลี่ยนแปลงใน NIST Cybersecurity Framework 2.0 ทั้งนี้ มาดูกันก่อนว่า NIST Cybersecurity Framework คืออะไรกันแน่

 

NIST และ NIST Cybersecurity Framework คืออะไร?

สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Institute of Standards and Technology: NIST) เป็นหน่วยงานกลางด้านการกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกาที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1901 ซึ่งองค์กรนี้ได้คิดค้นและพัฒนาแนวทางด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์มานานหลายทศวรรษ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้วยการพัฒนามาตรวิทยา มาตรฐาน และเทคโนโลยีต่างๆ

NIST Cybersecurity Framework หรือ NIST CSF คือ กรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่แนะนำแนวทางและแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมที่สุดสำหรับธุรกิจ เพื่อรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรตน ซึ่งกรอบการทำงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติสำหรับสมาชิกคณะผู้บริหารในองค์กรทั่วโลก

มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ NIST นี้ เป็นกรอบการทำงาน (Framework) ที่สำคัญต่อบริษัทภาคเอกชนจำนวนมาก เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ ทั้งในการตรวจจับ ตอบสนอง และกู้คืนระบบจากการโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบต่างๆ โดยทั่วไป กรอบการทำงานไซเบอร์ NIST ถูกออกแบบมาเพื่อองค์กรขนาดเล็กหรือมีมาตรการความปลอดภัยที่ไม่ครอบคลุมมากนัก เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีแนวทางการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ชัดเจนมากขึ้น NIST CSF จึงเป็นกรอบการทำงานมีความยืดหยุ่นและคุ้มค่า ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับแต่งและดำเนินการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด

นอกจากนี้ NIST Cybersecurity Framework มีหนึ่งคุณสมบัติสำคัญ คือ ความเรียบง่ายในการนำมาใช้งาน อันเป็นผลมาจาก 5 แกนหลักที่ถูกกำหนดไว้ เพื่อช่วยบริหารจัดการความปลอดภัยไซเบอร์ในมุมต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

What is NIST Cybersecurity Framework 2.0? How Businesses Can Use NIST CSF?

 

5 แกนหลักของ NIST Cybersecurity Framework

NIST Cybersecurity Framework ส่วนสำคัญทั้งหมด 5 ประการ ได้แก่ การระบุ (Identify), การป้องกัน (Protect), การตรวจจับ (Detect), การตอบสนอง (Respond), และการกู้คืนระบบ (Recover) ซึ่งเป็นโปรโตคอลความปลอดภัยไซเบอร์ที่ธุรกิจควรต้องปฏิบัติตาม

1. การระบุ (Identify) ใน NIST CSF

ในการป้องกันเครือข่ายและธุรกิจ องค์กรต้องตระหนักถึงปัจจัยภายในธุรกิจอย่างถี่ถ้วน โดย การระบุ (Identify) ของ NIST CSF จะเน้นการบริหารทรัพย์สินและการประเมินระดับความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ของทรัพย์สินแต่ละรายการ ซึ่งช่วยให้สามารถระบุทรัพยากรที่สำคัญและช่วยให้การบริหาร การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการวางกลยุทธ์ธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น

โดยแพลตฟอร์ม Sangfor's Cyber Command (NDR) สามารถตรวจสอบมัลแวร์ เหตุการณ์ความปลอดภัยที่หลงเหลือ และการบุกรุกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้อัลกอริทึม AI ที่สอดคล้องกับแนวทาง NIST CSF

2. การป้องกัน (Protect) ใน NIST CSF

แกนหลักใน NIST CSF ในส่วนนี้มุ่งเน้นไปยังการป้องกันที่สอดคล้องกับมาตรการการรักษาความปลอดภัย เช่น ความปลอดภัยทางกายภาพ การป้องกันตัวตน และการบริหารจัดการทรัพย์สินที่สำคัญ ส่วนนี้ของกรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ จะเน้นไปที่การจัดการการเข้าถึง การฝึกอบรมความปลอดภัยไซเบอร์ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และอื่นๆ

ตัวอย่างที่เหมาะสมคือ Sangfor Next-Generation Firewall (NGFW) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถระบุไฟล์ที่เป็นอันตรายได้ทั้งในระดับเครือข่ายและบนอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint) โดยให้การป้องกันแบบองค์รวมจากภัยคุกคามต่างๆ

3. การตรวจจับ (Detect) ใน NIST CSF

การตรวจจับเป็นองค์ประกอบสำคัญในกรอบความปลอดภัยไซเบอร์ องค์กรควรต้องมีระบบการตรวจสอบทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าภัยคุกคามจะถูกค้นพบอย่างรวดเร็ว ซึ่งการตรวจจับควรครอบคลุมการดำเนินการตรวจจับความผิดปกติ การค้นหา การติดตามอย่างต่อเนื่อง และกระบวนการตรวจจับอื่นๆ

ในแนวทางการปฏิบัตินี้ องค์กรสามารถใช้งานโซลูชัน Endpoint Security (EDR) ของ Sangfor ที่มีความสามารถในการระบุไฟล์ที่เป็นอันตรายได้ทั้งในระดับเครือข่ายและอุปกรณ์ปลายทาง เช่น คอมพิวเตอร์ของพนักงาน ช่วยให้มั่นใจในการป้องกันที่ครอบคลุมจากการติดเชื้อมัลแวร์อย่าง Ransomware และการละเมิด APT ทั่วทั้งเครือข่ายขององค์กร

4. การตอบสนอง (Respond) ใน NIST CSF

แนวทางปฏิบัติในขั้นตอนนี้ มุ่งเน้นให้องค์กรธุรกิจมีแผนการดำเนินการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อหยุดยั้งการโจมตีทางไซเบอร์ โดย NIST-CSF กำหนดนโยบายและขั้นตอน รวมถึงบทบาทและหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน รวมถึงการวางแผนการตอบสนอง (Incident Response Plan) ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ การสื่อสาร การบรรเทา และการปรับปรุง

5. การกู้คืนระบบ (Recover) ใน NIST CSF

การปฏิบัติที่เหมาะสมหลังการโจมตีทางไซเบอร์เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่ง NIST CSF ได้กำหนดแนวทางการกู้คืนระบบ โดยเน้นไปที่การวางแผนการกู้คืนระบบไว้อย่างเป็นขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการตามปกติได้รวดเร็วที่สุด ทั้งแผนการสื่อสารเมื่อเกิดเหตุการณ์ความปลอดภัย แผนการกู้คืนระบบ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

องค์กรสามารถใช้ Sangfor's Cyber Command องค์กรสามารถปฏิบัติตามแนวทางของ NIST Cybersecurity Framework ได้อย่างราบรื่นและมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมตลอดเวลา

 

ตัวอย่างวิดีโอสาธิตการทำงานของระบบ Sangfor's Cyber Command

 

แกนหลักทั้ง 5 ของ NIST Cybersecurity Framework เป็นแนวทางการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอน แต่องค์กรก็สามารถปรับเปลี่ยนหรือดำเนินการตามแต่ละแนวทางในรูปแบบที่เหมาะสมกับตนเอง โดยคำนึงถึงความต้องการทางธุรกิจและความเสี่ยงต่างๆ ต่อไป เรามาดูกันว่าธุรกิจสามารถนำ NIST CSF มาปรับใช้อย่างไรได้บ้าง

 

ธุรกิจสามารถใช้ NIST Cybersecurity Framework ได้อย่างไร?

NIST Cybersecurity Framework ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจป้องกันโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของระบบ พร้อมเสนอแนะแนวทางและแนวปฏิบัติที่จับต้องได้ ซึ่งธุรกิจสามารถปรับใช้กรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ NIST ได้หลายรูปแบบ เพื่อยกระดับและเพิ่มศักยภาพให้กับการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

ยกตัวอย่างวิธีการปรับใช้ NIST Cybersecurity Framework เช่น

  • การประเมินมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ปัจจุบันที่มีอยู่โดยการสร้างโปรไฟล์ (Profile)
  • การระบุแนวทางและนวัตกรรมความปลอดภัยไซเบอร์ใหม่ๆ ที่ควรนำมาปรับใช้
  • การสื่อสารข้อกำหนดความปลอดภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร
  • การประเมินภัยคุกคามเมื่อปรากฏขึ้น โดยแพลตฟอร์ม Cyber Command ของ Sangfor สามารถสนับสนุนการดำเนินงานส่วนนี้ เมื่อนำมาผสานรวมกับแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน Hyper-Converged
  • การฝึกอบรมกรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ NIST ที่เหมาะสมและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์
  • การสร้างนโยบายและโปรแกรมความปลอดภัยไซเบอร์ใหม่
  • สร้างเช็กลิสต์ในการตรวจสอบงานที่ต้องทำ เพื่อรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างเหมาะสม
  • การผสานรวมกระบวนการปฏิบัติใน NIST CSF เข้ากับระบบรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่
  • สร้างรากฐานการจัดการความปลอดภัยไซเบอร์ที่มั่นคง
  • การวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับการรักษาความปลอดภัย

การใช้บริการแพลตฟอร์ม Cloud Computing Hybrid เช่น Managed Cloud Services จาก Sangfor สามารถช่วยแบ่งเบาภาระขององค์กร มั่นใจว่าธุรกิจของคุณดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่ภายใต้กรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์จาก NIST โดยมอบความสามารถในการประมวลผลและความปลอดภัยที่ยืดหยุ่นในบริการเดียว

นอกจากนี้ NIST CSF ยังใช้การแบ่งลำดับขั้น (Tier) ในการประเมินการจัดการความเสี่ยงปัจจุบันของบริษัท สภาพแวดล้อมภัยคุกคาม และมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อพิจารณาว่า ธุรกิจมีการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ครอบคลุมมากน้อยเพียงใด โดยมีการแบ่ง Tier ดังนี้

Tier 1 - Partial: จัดว่าธุรกิจมีการบริหารจัดการความเสี่ยงและการรักษาความปลอดภัยที่ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นระบบระเบียบมากพอ

Tier 2 - Risk-Informed: มีระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานทั่วทั้งองค์กร

Tier 3 - Repeatable: คือ การลำดับชั้นที่องค์กรมีการวางกลยุทธ์ความปลอดภัยไซเบอร์อย่างเป็นทางการ และเป็นระบบ พร้อมกับมีนโยบายและขั้นตอนการดำเนินการที่เหมาะสมกับองค์กร

Tier 4 - Adaptive: ลำดับขั้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรที่สามารถสร้างความตระหนักรู้ถึงการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างครอบคลุมและใช้กลยุทธ์ต่างๆ พร้อมทราบถึงข่าวกรองภัยคุกคาม (Threat Intelligence)

แม้ว่า NIST จะแนะนำให้บริษัทที่อยู่ใน Tier 1 พัฒนาความสามารถด้าน Cybersecurity ไปยัง Tier 2 แต่หลายองค์กรได้ระบุว่า แต่ละชั้นไม่สามารถเปรียบเทียบกับระดับการเติบโตได้ โดยบริษัทควรปรับใช้แนวทางปฏิบัติต่างๆ เมื่อมีความพร้อมด้านต้นทุน เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ตัวอย่างรูปแบบ NIST Cybersecurity Framework

รูปแบบกรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์จาก NIST นั้นมีหลากหลาย ซึ่งแต่ละรูปแบบช่วยให้องค์กรได้ภาพรวมของความปลอดภัยไซเบอร์ปัจจุบันของบริษัท ทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยง ข้อกำหนดทางธุรกิจ และทรัพยากรที่ใช้ได้ชัดเจน รูปแบบ NIST CSF ช่วยให้ธุรกิจวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและรูปแบบกรอบการรักษาความปลอดภัยที่ควรตั้งเป้าเอาไว้ ซึ่งการเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันและเป้าหมายด้านการรักษาความปลอดภัย เป็นส่วนสำคัญในการปรับปรุงแผนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กรและมาตรฐานอุตสาหกรรม

ยกตัวอย่างรูปแบบ NIST Cybersecurity Framework บางส่วน เช่น

และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงรูปแบบการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับยานพาหนะที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สภาพแวดล้อมทางทะเล ภาคการสื่อสาร ฯลฯ

 

ประวัติของ NIST CSF

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2013 ประธานาธิบดีบารัค โอบามา (Barack Hussein Obama) ได้ออกคำสั่ง Executive Order 13636 ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "การปรับปรุงความปลอดภัยไซเบอร์ของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ" และเป็นจุดเริ่มต้นให้ NIST เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของภาคเอกชนสหรัฐอเมริกา

จากการรายงานของ NIST คำสั่ง Executive Order ริเริ่มความพยายามในการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ พร้อมสร้างแนวทางปฏิบัติที่ทันสมัยและใช้งานได้จริง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ จากนั้นองค์กร NIST ถูกมอบหมายให้สร้าง "กรอบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์"

องค์กร NIST ได้รับเลือกสำหรับโครงการนี้เนื่องจากเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางรูปแบบ Non-Regulatory ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการปฏิบัติด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยไม่เอนเอียงต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต่อมา ในปี 2014 NIST ได้ปล่อย Cybersecurity Framework เวอร์ชัน 1.0 โดยเป็นแนวทางโดยสมัครใจที่อ้างอิงจากมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติ ซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของบริษัทต่างๆ เพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

โดยความตั้งใจแรกของ NIST คือ การสร้างแนวปฏิบัติเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับภาคอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ สาธารณูปโภค และการผลิต ทั้งนี้ ในเวลาต่อมา NIST Cybersecurity Framework ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีองค์กรต่างๆ ทั่วโลกนำไปใช้งาน

 

NIST Cybersecurity Framework 2.0 มีอะไรใหม่?

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2024 NIST ได้อัปเดตแนวทางสำหรับการลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ตามการรายงานของหน่วยงานแนวทางปฏิบัติ NIST 2.0 ฉบับใหม่นี้ถูกออกแบบมาสำหรับทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม หรือองค์กรประเภทต่างๆ ตั้งแต่โรงเรียน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรขนาดเล็ก ไปจนถึงหน่วยงานและบริษัทยักษ์ใหญ่

สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติได้ขยายคำแนวทางปฏิบัติหลักของ CSF 2.0 และสร้างทรัพยากรที่กำหนดเฉพาะสำหรับผู้ใช้แต่ละรายเพื่อช่วยให้แก้ปัญหาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างเหมาะสม โดย Laurie E. Locascio รองรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สำหรับมาตรฐานและเทคโนโลยีและผู้อำนวยการ NIST กล่าวว่า "CSF 2.0 ที่พัฒนาขึ้นจากเวอร์ชันก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นแค่เอกสารหนึ่งเล่ม แต่เป็นชุดทรัพยากรที่สามารถปรับแต่งและใช้แยกกันหรือใช้ร่วมกัน เมื่อความต้องการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความสามารถมากขึ้น"

ในขณะที่ CSF เวอร์ชันก่อนหน้านี้จะมุ่งเน้นไปยังการรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ CSF 2.0 เวอร์ชันนั้นได้รวมแนวทางเกี่ยวกับการบริหารจัดการไซเบอร์และความเสี่ยง ระบบ AI ห่วงโซ่อุปทาน และการบริหารจัดการความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม รวมถึง สถาปัตยกรรม Zero-Trust (เช่น ZTNA) และความปลอดภัยด้าน IoT อีกด้วย เพื่อตอบสนองต่อความต่อการของแต่ละองค์กรที่แตกต่างกันไป

แก่นหลัก "Govern" เป็นแก่นหลักใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นพร้อม NIST Cybersecurity Framework 2.0 โดยได้แนะนำแนวทางการยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงความปลอดภัยไซเบอร์ผ่านการกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจภายในองค์กรอย่างชัดเจน เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร อีกทั้งแก่นหลักด้าน Governance ใน CSF 2.0 ยังให้ความสำคัญในเชิงที่ว่า "การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นส่วนสำคัญที่ผู้นำระดับสูงต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ต้นทุนและชื่อเสียงองค์กร"

CSF 2.0 ยังมี Reference Tool ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกดู ค้นหา และ Export ข้อมูลคำแนะนำของ CSF ในรูปแบบไฟล์ที่แตกต่างกัน ที่ทั้งมนุษย์และอุปกรณ์สามารถอ่านได้ (Readable) นอกจากนี้ กรอบการทำงานให้ปัจจุบันยังมอบแคตตาล็อกอ้างอิงที่ค้นหาได้ง่าย เพื่อระบุว่าการดำเนินการปัจจุบันของบริษัทเป็นไปตาม CSF หรือไม่

ธุรกิจยังสามารถใช้ประโยชน์จาก Cybersecurity and Privacy Reference Tool (CPRT) ซึ่งมีชุดเอกสารแนวทาง NIST ที่เรียกดูและดาวน์โหลดได้ สิ่งนี้ช่วยสร้างบริบทกับทรัพยากร NIST กับโซลูชันด้านความปลอดภัยไซเบอร์อื่นๆ เช่น ไฟร์วอลล์ (Firewall), Secure Web Gateway, MDR, Data Loss Preventionและเสนอวิธีการสื่อสารแนวคิดเหล่านี้ทั้งแก่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและผู้บริหารระดับ C-Suite

 

สรุปเกี่ยวกับ NIST Cybersecurity Framework

ในขณะที่ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ องค์กรทุกขนาดจำเป็นต้องนำแนวทางปฏิบัติ CSF มาปรับใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานอยู่ภายใต้มาตรฐาน และกฎเกณฑ์ Compliance อยู่เสมอ โดย NIST CSF มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติเชิงรุกและอัปเดตล่าสุดอย่าง NIST CSF 2.0 ก็ได้พิสูจน์ว่าการเข้าถึงมาตรการความปลอดภัยที่ครอบคลุมมีความสำคัญเพียงใดในระยะยาว

Sangfor Technologies นำเสนอเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์และเทคโนโลยี Cloud Computing ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้องค์กรแน่ใจว่าตนปฏิบัติตามแนวทาง CSF โดยไม่ขาดตกบกพร่อง พร้อมมอบโซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์ที่ดีที่สุดเพื่อรักษา Cybersecurity Framework ขององค์กรคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์และคลาวด์คอมพิวติ้งของ Sangfor โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.sangfor.com

 

Contact Us for Business Inquiry

 

Search

Related Glossaries

Cyber Security

Mobile Device Security คืออะไร รู้จักศัพท์สำคัญและแนวทางปฏิบัติ

Date : 22 Jan 2026
Read Now
Cyber Security

Advanced Persistent Threat คืออะไร? รู้จักภัยคุกคามไซเบอร์ขั้นสูง

Date : 14 Jan 2026
Read Now
Cyber Security

Lateral Movement ใน Cybersecurity คืออะไร?

Date : 31 Dec 2025
Read Now

See Other Product

Cyber Command - NDR Platform - Sangfor Cyber Command - แพลตฟอร์ม NDR
MDR TCO Calculator - User Input Page
Sangfor Endpoint Secure
MDR TCO Calculator - Report Page
Internet Access Gateway (IAG)
Sangfor Zero Trust Data Protection